ททท. จัดกิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง Happy Link : Thailand’ s Dream Destinations ภายใต้โครงการ " The Link Local to Global" เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวข้ามภูมิภาค
ททท. จัดกิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง Happy Link : Thailand’ s Dream Destinations
ภายใต้โครงการ " The Link Local to Global"
เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวข้ามภูมิภาค
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. จัดกิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง Happy Link : Thailand’ s Dream Destinations ภายใต้โครงการ " The Link Local to Global" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวข้ามภูมิภาค ด้วยการนำเสนอภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในมุมมองใหม่ นำเสนอเรื่องราว วิถีชีวิต และวัฒนธรรม ประเพณี ผ่านพื้นที่เชื่อมโยง ส่งเสริมการเดินทางเชื่อมโยงในหลากหลายมิติ ทั้งด้านคมนาคม สังคม ประวัติศาตร์ วิถีชีวิต และชุมชน ซึ่งจะสามารถสร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยจัด Fam Trip 5 ภูมิภาค นำผู้ประกอบการท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ ททท.และสื่อมวลชนลงสำรวจพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อนำมาทำโปรแกรมเส้นทางท่องเที่ยวข้ามภูมิภาค โดยมีบริษัท พอล โซลูชั่น จำกัด เป็นผู้ดำเนินการ
เส้นทางนี้เป็นเส้นทางภูมิภาคภาคกลาง กรุงเทพฯ-สุโขทัย-อยุธยา โดยคณะของเราออกเดินทางจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มุ่งหน้าสู่จังหวัดสุโขทัย โดยมีจุดหมายแรกคือ "บ้านมะขวิด" ต.เมืองเก่า อ.เมืองสุโขทัย คาเฟ่บ้านไม้ที่น่าสนใจอยู่ในพื้นที่เขียวขจีอันแสนอบอุ่น เป็นคาเฟ่ที่มีแนวคิดโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยการทำเกษตรผสมผสาน ในการเปิดบ้านให้เป็นทั้งร้านกาแฟ โฮมสเตย์ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างรายได้จากหลายทางในพื้นที่เดียว กาแฟของที่นี่เป็นเมนูกาแฟสุดพิเศษ ที่มีวิธีการทำที่แสนจะเรียบง่าย แต่รสชาติและการจัดเสิร์ฟนั้นไม่แพ้ร้านกาแฟดังๆ มีทั้งกาแฟดริปและกาแฟโบราณ ที่พลาดไม่ได้คือ Ice Americano รสชาติหวานหอมกลมกล่อม หรือจะเลือกเมนู Non Coffee อย่างชามะนาว ที่มาในแก้วทรงสูงพร้อมเลเยอร์มะนาวน่ารัก ราคาก็ไม่แพง แต่รสชาติและคุณภาพคับแก้วจริงๆ อีกทั้งยังมีเมนูอาหารแบบไทยมากมายให้ลองลิ้นชิมรส ท่ามกลางวิวหลักล้านราคากาแฟหลักสิบ นั่นคือทุ่งนาสีเขียวกว้างสุดลูกหูลูกตา สัมผัสอากาศบริสุทธิ์แห่งท้องทุ่ง ฟินสุดๆ ที่นี่ยังเป็นห้องพัก ตกแต่งแบบไทยๆ ประดับด้วยของตกแต่งพื้นบ้าน สัมผัสความสงบเรียบง่ายแบบฉบับสุโขทัย แอบกระซิบบอกเลยว่าในช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี ที่นี่อากาศจะดีมากๆ เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน
“มานพ ยังประเสริฐ” เจ้าของบ้านมะขวิด เล่าให้ฟังว่า ตนได้แรงบันดาลใจมาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การทำเกษตรผสมผสาน และตนเห็นว่าการทำเกษตรผสมผสานน่าจะนำมาใช้ทำเกี่ยวกับธุรกิจได้ จึงมีแนวคิดที่เปิดบ้านเป็นร้านกาแฟ โฮมสเตย์ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชนเล็กๆ น้อยๆ ที่นี่สร้างขึ้นมาจากความรักและความฝันรวมตัวกันจนเกิดสถานที่นี้ขึ้นมา กาแฟของเราเน้นขายราคาถูก ส่วนโฮมสเตย์ก็ทำเล็กๆ ทำกันในครอบครัว บ้านมะขวิด เป็นสถานที่เล็กๆ ที่มาเติมเต็มให้กับจังหวัดสุโขทัย เพื่อที่จะกระจายไปยังสถานที่อื่นๆ ภายในจังหวัดสุโขทัย เราจะกลายเป็นจิ๊กซอว์ขนาดใหญ่ที่รวมตัวกันดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวสุโขทัย
นอกจากนี้บ้านมะขวิดยังเป็นสถานที่เรียนรู้เรื่องย่าม พวกเราใช้ย่ามใส่ของมานาน และซื้อมาเรื่อยๆ จนมากขึ้น เพราะความชอบและรัก จึงเกิดความคิดที่จะตั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ขึ้นมา เพราะย่ามไม่ใช่แค่เอาไว้ใส่ของ แต่มันแสดงถึงตัวตนของผู้ทอ ประเพณี วิธีชีวิตของแหล่งที่มา และมันเริ่มเลือนลางหายไป เราจึงบุกเบิกย่ามบางอย่างที่มันหายไปให้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมา โดยเข้าไปร่วมกับชุมชนช่วยกันรื้อฟื้น ทั้งยังทำให้คนทอได้งานและมีกำลังใจทอผ้าต่อไป รวมทั้งมีการสอนคนในชุมชนและกลุ่มเด็กนักเรียนโดยการนำเศษผ้าที่เหลือใช้นำมาทำเป็นงาน DIY เพิ่มมูลค่าได้ เราสอนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
หลังทานเครื่องดื่ม ถ่ายภาพ ฟินกับบรรยากาศแล้ว เราก็เดินทางเข้าสู่ Sukhothai Treasure Resort โรงแรมที่พัก เพื่อพักผ่อนอริยาบถ ตกช่วงเย็นคณะะเราก็ออกเดินทางไปยังอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ต.เมืองเก่า อ.เมืองสุโขทัย ครอบคลุมพื้นที่โบราณสถานกรุงสุโขทัย ศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรสุโขทัยซึ่งมีอำนาจอยู่บริเวณภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18–19 มีโบราณสถานทั้งสิ้น 193 เเห่ง องค์การยูเนสโกประกาศให้อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร เป็นมรดกโลก เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ที่อุทยานฯ นี้มีรถรางบริการขับชมรอบๆ แต่ก็มีนักท่องเที่ยวนิยมปั่นจักรยานชมโบราณสถานรอบๆ ในแบบสบายๆ ไม่รีบเร่งจะได้ซึมซับบรรยากาศรอบๆ ได้เต็มอิ่ม ส่วนวัดที่เป็นไฮไลต์ก็เห็นจะเป็น
“วัดมหาธาตุ” เป็นวัดขนาดใหญ่ที่สำคัญ มีเจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ทรงดอกบัวตูม หรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์และความคลาสสิกแห่งงานสถาปัตยกรรมสุโขทัย สันนิษฐานว่าเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยชั้นล่างสุดมีพระพุทธสาวกเดินพนมมือประทักษิณ บริเวณมุมทั้ง 4 ทิศยังมีเจดีย์ทรงปราสาทแบบศรีวิชัยผสมลังกา 4 องค์ และยังมี “เจดีย์ 5 ยอด” เป็นเจดีย์รองประธานของวัด ซึ่งสันนิษฐานว่าภายในเจดีย์บรรจุอัฐิของพระมหาธรรมราชาลิไท และมี “วิหารพระศรีศากยมุนี” หรือ วิหารหลวงประดิษฐานพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยที่มีพระวรกายอวบอิ่ม พระพักตร์อมยิ้ม ดูอิ่มบุญเปี่ยมศรัทธา และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยแห่งหนึ่ง
"วัดศรีสวาย" โดดเด่นไปด้วยพระปรางค์ศิลปะแบบลพบุรี 3 องค์เรียงกัน บนยอดขององค์ปรางค์มีลวดลายปูนปั้นบางส่วนที่ยังคงมีสภาพสมบูรณ์สวยงาม และมีการค้นพบทับหลังสลักรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ ชิ้นส่วนของเทวรูปและศิวลึงค์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวัดนี้เคยเป็นเทวสถานของพราหมณ์มาก่อน ภายในมีเจดีย์ประธานองค์ใหญ่ทรงลังกา ด้านหน้าวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปางมารวิชัย และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่งดงาม โดยเฉพาะในมุมมองผ่านสระน้ำสะท้อนเงาองค์เจดีย์
“พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช” สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่พ่อขุนรามคำแหงมหาราช มีลักษณะพระพักตร์และทรวดทรงของพระบรมรูปที่ทางกรมศิลป์ได้จินตนาการตามลักษณะของสุภาพชนและเจ้านายสมัยสุโขทัย อีกทั้งลักษณะของพระพักตร์ยังเป็นการจำลองแบบตามพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยอีกด้วย
"วัดช้างล้อม" มีเจดีย์ทรงลังกา หรือระฆังคว่ำ ที่มีช้างล้อมรอบคล้ายคลึงกับเจดีย์วัดสรศักดิ์ (มีช้างล้อมชั้นเดียว) และเจดีย์วัดช้างล้อมในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย แต่ที่นี่จะต่างกันตรงที่มีฐานช้างล้อมสูงสองชั้นในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ โดยรอบฐานประกอบด้วยช้างจำนวน 32 เชือก
"วัดเจดีย์สี่ห้อง" มีเจดีย์ประธานเป็นทรงระฆังกลม ฐานเจดีย์ประธานมีภาพปูนปั้นประดับอยู่โดยรอบ เป็นรูปบุรุษและสตรีสวมอาภรณ์และเครื่องประดับต่างๆ กัน ในมือถือภาชนะหม้อปูรณฆฏะ ที่มีพันธุ์พฤกษางอกโผล่พ้นออกมา แสดงให้ถึงความเจริญงอกงามและความอุดมสมบูรณ์
"วัดเชตุพน" มีมณฑปจัตุรมุข ประดิษฐานพระพุทธรูปสี่อิริยาบท คือ ยืน เดิน (ลีลา) นั่ง นอน (ไสยาสน์) และที่ด้านหลังมณฑปมีเจดีย์ทรงวิมานย่อมุมไม้ยี่สิบ มีเสาก่อซ้อนกันเป็นหลังคา ที่ผนังมีลายเขียนเส้นสีดำลวดลายพรรณพฤกษา ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว ซึ่งเป็นลูกกรงสร้างจากหินชนวน เป็นแท่งขนาดใหญ่และหนา มีการสกัดทำเป็นรูเดือยเพื่อรับซี่ลูกกรง
“วัดพระพายหลวง” โดดเด่นด้วยองค์ปรางค์ศิลาแลง 3 องค์ เป็นศิลปะในยุคเดียวกับศิลปะเขมรแบบบายน สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ส่วนด้านหน้าของวัดเป็นอาคารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น 4 อิริยาบถ คือ นั่ง นอน ยืน เดิน
คณะเราเดินเล่นในตลาดท่าน้ำรับเสด็จ บริเวณริมหนองน้ำในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เป็นตลาดยามเย็นที่จะเปิดขายเฉพาะคืนวันศุกร์-อาทิตย์ ที่มีร้านค้าขายสินค้าพื้นบ้าน เครื่องปั้นดินเผา เครื่องเงิน ขนมผิง ถั่วทอด ผลไม้กวน เสื้อผ้าพื้นเมือง อาหาร และของฝาก มีจุดนั่งรับประทานอาหารริมน้ำ ลิ้มรสอาหารท้องถิ่นพร้อมชมพระอาทิตย์อัสดงช่างโรแมนติกจริงๆ เดินกันเพลินๆ ชิวๆ จนได้เวลาไปชมการแสดงแสง เสียง Mini Light and Sound เล่าเรื่องเมืองสุโขทัย เริ่มตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นการแสดงแสงสีเสียงจำลองเหตุการณ์เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ วิถีชีวิต ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวสุโขทัยในอดีต ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสุข ความใกล้ชิด และความผูกพันของกษัตริย์กับประชาชนดั่งพ่อที่คอยดูแลทุกข์สุขของลูกๆ ตลอดมาจนสิ้นสุดกรุงสุโขทัย เพื่อให้ผู้ชมได้เข้าใจวิถีชีวิตในสมัยสุโขทัยดียิ่งขึ้น ปิดท้ายกันด้วยการยิงพลุที่ยิ่งใหญาอลังการ นับว่าเป็นการแสดงผสมผสานเนื้อหาของประวัติศาสตร์ ที่ตื่นเต้น เร้าใจ สนุกสนาน จนผู้ชมประทับใจต่างยกนิ้วให้ว่า สุดยอดจริงๆ ต่อด้วยการรับประทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารสินวนา ก่อนดินทางเข้าพักผ่อนตามอัธยาศัยที่โรงแรม Sukhothai Treasure Resort ที่พัก
เช้าวันใหม่คณะเราก็ตื่นกันแต่เช้าเพื่อใส่บาตรสะพานบุญ รับอรุณ ที่บริเวณสะพานบุญ “วัดตระพังทอง” โดยจะมีการตักบาตรทุกวัน เวลาประมาณ 06.20 น. หลังตักบาตรแล้วคณะเราก็เดินเข้ามาภายในวัดตระพังทองกันต่อ เพื่อกราบสักการะ "รอยพระพุทธบาทเบื้องขวา" ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ที่ประดิษฐานในมณฑปจัตุรมุข และกราบสักการะ “หลวงพ่อขาว” พระประธานในพระอุโบสถ หลังเจดีย์ประธาน ทรงลังกา หรือทรงระฆัง
ตักบาตรได้บุญกันแล้ว ก็เดินทางไปนั่งรถรางชมโบราณสถานที่สวยงาม ณ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อ.ศรีสัชนาลัย อีกหนึ่งมรดกโลก ศรีสัชนาลัยเป็นเมืองที่มีพัฒนาการมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ หรือ ราวพุทธศตวรรษที่ 9 มีการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง และพัฒนามาเป็นชุมชนร่วมสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 11-16 และในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 เดิมเรียกว่า "เมืองเชลียง" มีความสำคัญควบคู่กันมากับเมืองสุโขทัย โดยมีสถานะเป็นเมืองลูกหลวง ก่อนจะค่อยๆ ถูกลดความสำคัญลง จนกระทั่งถูกทิ้งร้างไปในช่วงหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 มีโบราณสถานทั้งหมด 281 แห่ง แต่ที่ไม่ควรพลาดชมคือ
"วัดพระศรีรัตมหาธาตุเชลียง (วัดพระปรางค์) เชื่อว่าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นศูนย์กลางของเมืองเชลียงตั้งแต่สมัยพ่อขุนศรีนาวนําถม ประมาณพุทธศักราช 1780 มาแล้ว โดยมีหลักฐานที่ยอดซุ้มประตูทางเข้าวัดซึ่งมีลักษณะรูปแบบศิลปะสมัยบายน และหลักฐานจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่ยืนยันได้ว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุมีอายุมาแล้วตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 ภายในมีปรางค์ประธาน ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูนลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา ด้านหน้าองค์ปรางค์มีวิหารภายในประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ปางมารวิชัย ด้านข้างมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางลีลาที่มีลักษณะงดงาม พระอุโบสถอยู่ทางด้านหน้าพระปรางค์ประธานนอกกำแพงแก้ว ภายในประดิษฐาน "หลวงพ่อพุทธเรืองฤทธิ์" พระประธาน เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ปางมารวิชัย ศิลปะสมัยสุโขทัย ขนาดหน้าตักกว้าง 4.08 เมตร
"วัดนางพญา" สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น หรือราวต้นพุทธศตวรรษที่ 21 มีความโดดเด่นอยู่ที่ลวดลายปูนปั้นบนผนังวิหารที่ความงดงามมาก โดย “วิหารประธาน” เป็นอาคารทึบขนาด 7 ห้อง ก่อด้วยศิลาแลง หลังคาเป็นเครื่องไม้ มุงกระเบื้องดินเผา ผนังทึบเจาะช่องแสงเป็นลูกกรงสี่เหลี่ยม ผิวปูนฉาบด้านนอกของวิหารประดับลายปูนปั้น เช่น ลายรักร้อยแข้งสิงห์ ลายประจํายาม และยังมีลวดลายปูนปั้นทำเป็นกึ่งมนุษย์กึ่งวานรกำลังวิ่ง ทว่าถูกทำลายไปบางส่วน นอกจากนั้นยังมีลวดลายพรรณพฤกษาและรูปเทพพนมที่เป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น มีความงดงามอันวิจิตรที่แสดงให้เห็นถึงการรับอิทธิพลทางศิลปกรรมจากศิลปะล้านนาและศิลปะจีน ลายปูนปั้นที่วัดนี้ป็นแรงบันดาลใจให้ช่างฝีมือท้องถิ่นนําไปพัฒนา ต่ยอดเป็นลวดลายเครื่องประดับเงินและทองที่รู้จักกันในนาม “ทองโบราณศรีสัชนาลัย” อันเป็นงานฝีมือที่มีชื่อเสียงอย่างมากของสุโขทัย
"วัดเจดีย์เจ็ดแถว" เป็นวัดที่มีเจดีย์แบบต่างๆ อยู่มากมาย โดยได้รับอิทธิพลจากศิลปะของลังกาและพุกามเป็นส่วนใหญ่ ลักษณะของเจดีย์ในวัดจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ เจดีย์ทรงดอกบัวตูมเป็นเจดีย์ประธานของวัด สะท้อนให้เห็นถึงศิลปะแบบสุโขทัยแท้ด้วยรูปทรงเพรียวสูง ตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยมที่ค่อยๆ สอบขึ้นเป็นทรงแปดเหลี่ยม บนยอดเจดีย์เป็นรูปดอกบัวตูมประดับด้วยปูนปั้นลายกลีบบัว สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ 19 เจดีย์ทรงปราสาทเป็นรูปทรงแท่งสี่เหลี่ยมที่มีเรือนหลังคาลดหลั่นขึ้นไป ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะล้านนาและขอม และเจดีย์ทรงระฆังมีลักษณะแบบระฆังคว่ำ ส่วนยอดเป็นก้านฉัตร และปล้องไฉนทรงกรวย ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะแบบอินเดีย
"วัดช้างล้อม" วัดขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองศรีสัชนาลัย มีเจดีย์ประธานทรงลังกา ที่ฐานเจดีย์มีช้างปูนปั้นยืนหันหลังชนผนังเจดีย์อยู่โดยรอบ จำนวน 39 เชือก และช้างที่อยู่ตามมุมเจดีย์ทั้ง 4 ทิศ ตกแต่งเป็นช้างทรงเครื่อง มีลวดลายปูนปั้นประดับที่คอ ต้นขา และข้อเท้า โดยรอบฐานทั้ง 4 ด้าน ปัจจุบันช้างปูนปั้นได้ผุผังไปตามกาลเวลา เหลือเห็นเป็นเพียงรูปหัวช้างอยู่ไม่กี่เชือกเท่านั้น แต่ก็ยังหลงเหลือความงดงามของประติมากรรมสมัยสุโขทัยให้ได้เห็นกันอยู่ ซึ่งตัวช้างจะมีลักษณะที่เด่นกว่าช้างปูนปั้นที่วัดอื่นๆ คือ เป็นช้างยืนเต็มตัวแยกออกจากผนัง มีขนาดสูงใหญ่กว่าช้างจริง และด้านหน้ามีพุ่มดอกบัวปูนปั้นประดับไว้ เป็นต้น
ได้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์พอสมควร ก็ได้เวลาทานอาหาร ณ สุขเสมอคาเฟ่ พร้อมดื่มกาแฟ Signature และชาดอกกาแฟ จากแหล่งปลูกกาแฟบ้านห้วยต้มที่เป็นเอกลักษณ์ของ อ.ศรีสัชนาลัย พร้อมทำกิจกรรม DIY เขียนหน้าเค๊กลวดลายสังคโลก ที่คณะเราต่างขมักเขม้นในการเขียน บ้างก็ออกมาสวยงาม บ้างก็ออกมาดูไมรู้ว่าเป็นรูปอะไร สร้างความสนุกสนานและเสียงหัวเราะ
จากนั้นคณะเราก็เดินทางไปกราบสักการะขอพร "พระอจนะ" ณ "วัดศรีชุม" ต.เมืองเก่า อ.เมือง เป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยปางมารวิชัยพุทธลักษณะอันงดงามสมส่วน สูง 15 เมตร เป็นพระพุทธรูปสุโขทัยโบราณองค์ใหญ่ที่สุด และจัดเป็นหนึ่งในงานพุทธศิลป์ชิ้นเอกที่ยังหลงเหลือตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน พระอจน ได้ชื่อว่า “พระพุทธรูปพูดได้” เพราะในสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้มาชุมนุมทัพที่วัดศรีชุม พระองค์ทรงวางแผนสร้างกำลังใจให้กับทัพทหารโดยการให้คนปีนบันไดขึ้นไปทางด้านหลังองค์พระเพื่อพูดให้กำลังใจแก่เหล่าทหาร ทำให้เกิดตำนานพระพุทธรูปพูดได้ขึ้นที่วัดแห่งนี้ นับเป็นภูมิปัญญาคนโบราณที่น่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง
ขอพรอันเป็นมงคลแล้วก็เดิทางไปกราบสักการะศาลปู่ผาดำ บริเวณทางเข้าอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย บริเวณคูเมืองและกำแพงเมืองโบราณ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวตำบลเมืองเก่า จังหวัดสุโขทัยให้ความเคารพและกราบไหว้ ในวาระเทศกาลหรือมีงานสำคัญของชาวตำบลเมืองเก่า จะต้องมาทำพิธีบวงสรวงกราบไหว้ขอพรกันทุกครั้ง ตามด้วยหการไปชมเครื่องสังคโลกที่ "สุเทพสังคโลก" ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.สุโขทัย เป็นโรงงานผลิตเครื่องสังคโลกแบบปั้นดินขึ้นรูปลงลวดลายและเผาแห้งตามแบบฉบับสมัยสุโขทัย โดยนายสุเทพ พรมเพ็ชร (ลุงสุเทพ) และ นางสนอง (ป้านิด) พรมเพ็ชร สองสามีภรรยาเป็นผู้ก่อตั้ง "สังคโลก" เป็นเครื่องปั้นดินเผาคุณภาพดี ที่มีการเคลือบผิวและตกแต่งลวดลายงดงาม เผาด้วยความร้อนสูงประมาณ 1,250 องศาเซลเซียส เตาเผาและเทคนิคการเผาได้รับการพัฒนามาเป็นเวลานานนับร้อยปีตั้งแต่สมัยต้นกรุงสุโขทัยจนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เครื่องสังคโลก จ.สุโขทัย วัฒนธรรมเชิงศิลป์ที่เป็นเอกลักษณ์สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน จนพัฒนามาเป็นเครื่องมือใช้สอย ในปัจจุบันและของสะสมของผู้ชื่นชอบ
ป้านิด กล่าวว่า "ร้านสุเทพสังคโลก" ร้านสุเทพสังคโลกได้สืบทอดและอนุรักษ์เครื่องสังคโลก จำหน่ายและรับผลิตงานสังคโลกตามสั่งของลูกค้าทั้งคนไทยและคนต่างชาติทั่วโลกหลายประเทศ ที่นิยมสั่งทำมากคือ สหรัฐ อิตาลี และ จีน เครื่องปั้นดินเผาเราเป็นสังคโลกคุณภาพดี เป็นที่ยอมรับจากลูกค้าและผู้สะสม ที่มีการเคลือบผิว ตกแต่งลวดลายอย่าง ประณีต งดงามและ ถอดแบบตามต้นแบบของสมัยสุโขทัย รูปแบบของสังคโลกมีหลากหลาย เช่น สีเขียวไข่กา สีน้ำตาล สีขาว เป็นต้น ภายในร้านยังมีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเครื่องสังคโลกที่ขุดพบเจอในอดีต อีกทั้งเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งผู้ที่สนใจทางด้านการปั้นและการเขียนลาย โดยนักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาศึกษาเรียนรู้รูปแบบและลวดลายของเครื่องสังคโลกได้ก่อนที่จะทดลองปั้น อีกทั้งยังเขียนลวดลายได้ด้วยตนเองและสามารถนำกลับไปเป็นที่ระลึกโดยผ่านการแนะนำจากช่างผู้ชำนาญงาน เชี่ยวชาญฝีมือการปั้น การเขียนลาย การขึ้นรูป การผสมน้ำเคลือบอย่าง ลุงสุเทพและป้านิด" สองสามีภรรยาเจ้าของกิจการสุเทพสังคโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้การทำเครื่องปั้นดินเผาเคลือบเนื้อละเอียดชนิดแตกลายงาสีเขียวไข่กาที่เรียกว่า "เซลาดอน" รวมทั้งดินเผาแบบอื่นๆ ของสมัยสุโขทัย สำหรับใครที่สนใจติดต่อได้ที่โทร. 084-4948890 แล้วก็ได้เวลาอำลาจังหวัดสุโขทัยเดินทางสู่จังหวัดอยุธยา รับประทานอาหารเย็น ณ ร้านท่าหลวง แล้วเดินทางเข้าสู่โรงแรม กรุงศรี ริเวอร์ อยุธยา ที่พัก
เช้าวันที่สาม ของการเดินทาง คณะเราก็เดินทางไปล่องเรือและทานอาหารกันที่ สุริยันจันทรา เรสเตอร์รองค์ ต.พระขาว อ.บางบาล เมื่อไปถีงเราก็พบกับบ้านไม้ยกใต้ถุนสูงแบบบ้านโบราณสมัยก่อน อยู่ติดริมแม่น้ำน้อย ภายในบ้านจะอนุรักษ์ทุกอย่างให้คงความดั้งเดิม ไม่ว่าข้าวของ เครื่องใช้ ของสะสม เครื่องดนตรีไทย มี 2 ชั้น และมีระเบียงกว้างในชั้นล่างรับลมเย็นๆ ริมน้ำ และโรงสีข้าวเก่าๆ ที่นำความเก่ามาผสมผสานกับความเป็นโมเดิร์นของโต๊ะ เก้าอี้ และโคมไฟสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว จนเป็นร้านอาหารที่ไฮคลาส เลิศหรู สวยงามอลังการ แต่ก่อนที่เราจะทานอาหารในช่วงกลางวัน เราก็ลงเรือที่ทางร้านจัดให้ ล่องแม่น้ำน้อย สายน้ำแห่งความทรงจำอันเรืองรองในอดีตกาล เป็นเส้นทางแห่งวิถีชีวิตที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ รวมทั้งเรื่องราวประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยา ชมบรรยากาศสองฝั่งลำน้ำที่เป็นวิถีดั้งเดิมของชุมชน ผ่านบ้านเรือนริมน้ำที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของเรือนไทยโบราณ ระหว่างล่องเรือก็ได้รับการบริการสุดเอ็กคูลซีฟจากพนักงาน พร้อมการบรยายให้ความรู้ขณะล่องเรือ แถมยังมีขนมไทยโบราณ อาทิ เมี่ยงคำ ขนมต้ม สาคู ข้าวตัง และขนมถ้วย เสิร์ฟความอร่อยพร้อมเครื่องดื่มสดชื่น บอกเลยว่าฟินสุดๆ อิ่มอร่อยเพลิดเพลินกับทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำ แถมยังได้แวะไหว้พระวัดดัง 2 วัด คือ
"วัดบางปลาหมอ" ต.น้ำเต้า อ.บางบาล เป็นวัดเก่าแก่ ที่ไม่รู้ว่าสร้างมาตั้งแต่เมื่อใด สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างมาตั้งแต่ครั้งปลายกรุงศรีอยุธยา หรือต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อกราบสักการระ "หลวงพ่อสุ่น" พระเกจิอาจารย์ที่แก่กล้าในด้านวิทยาคม และวิชารักษาคนป่วยไข้ หลวงพ่อสุ่นเวลาที่จะรักษาคนไข้ท่านก็จะตรวจดูด้วยญาณก่อนเสมอ ว่าได้หรือไม่ ถ้าได้ท่านก็จะรักษาให้หายได้ทุกราย นอกจากคนที่ถึงฆาตแล้วจริงๆ เท่านั้น มีผู้คนทั้งไกลและใกล้จนถึงบางกอกทยอยเข้ามาให้หลวงพ่อสุ่นรักษาทุกๆ วันไม่ขาด และหลวงพ่อสุ่นก็เป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ซึ่งหลวงพ่อสุ่นก็ได้ถ่ายทอดวิทยาคม รวมทั้งรักษาคนเจ็บไข้ให้แก่หลวงพ่อปานจนหมดสิ้น
และ "วัดบางนมโค" ต.บางนมโค อ.เสนา เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมาก เพื่อกราบสักการะ "หลวงพ่อปาน" ท่านมีความรู้รอบด้านอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่พระธรรม กัมมัฏฐาน การแพทย์แผนโบราณ และกราบนมัสการพระพุทธโสนันทะ พระประธานในพระอุโบสถที่หลวงพ่อปานที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2467 พร้อมชมภาพวาดบนผนังบันทึกเหตุการณ์เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีนาถฯ และสมเด็จพระเทพรัตราชสุดา สยามมกุฎราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินยังวัดบางนมโคเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2517 หลวงพ่อปานยังให้สร้างชั้นใต้ดินโดยมีบันไดทางลงไปสู่ห้องกว้าง ที่มีภาพวาดนรกสวรรค์เพื่อเตือนใจพุทธศาสนิกชน ส่วนด้านหลังพระอุโบสถคือพระธาตุเจดีย์ ซึ่งหลวงพ่อปานสร้างขึ้นใหม่แทนองค์เดิมที่ชำรุดทรุดโทรม ซึ่งเป็นที่มาของการสร้างพระเครื่องเนื้อดินเผารุ่นแรก รูปพระพุทธเจ้าประทับบนบัลลังก์เหนือสัตว์ต่างๆ ทั้งเจ็ด อุดด้วยผงอิทธิเจ เมื่อ พ.ศ. 2450 ซึ่งเป็นพระพิมพ์ที่ไม่เหมือนพระพิมพ์ใด และเป็นรุ่นเดียวที่ท่านสร้างขึ้นและปลุกเสกเอง จน มีชื่อเสียงขจรขจายในหมู่นักบูชาอย่างมาก
หลังล่องเรือคณะเราก็รับประทานอาหารกลางวันกันที่นี่ ณ สุริยันจันทรา เรสเตอร์รองค์ ที่มีอาหารตำรับชาววัง ตกแต่งจานอาหารสวยงาม แถมอร่อยถูกปากมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชุดไทยออร์เดิฟร์ ที่มีทั้งช่อม่วง ม้าห้อ ถุงทอง และกระทงทอง ปูหลนทรงเครื่อง ยำปลาโบราณ ห่อหมกบัวหลวง ปูนิ่มผัดมณีนิล และที่ขาดไม่ได้คือ กุ้งซอสมะขามและแกงรัญจวนที่ได้รางวัลมิชลิน
ปิดท้ายทริปนี้ด้วยการเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ต.ประตูชัย อ.พระนครศรีอยุธยา เป็นที่จัดแสดงและเก็บรักษาโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นและบูรณะโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่าง พ.ศ. 2499-2501 รวมทั้งจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้านในท้องถิ่นภาคกลาง แต่ในช่วงนี้กำลังทำการบูรณะปรับปรุงอยู่ จึงปิดทำการไม่ให้เข้าชม คณะเราจึงได้เข้าชมเฉพาะอาคารเครื่องทองอยุธยา เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น ภายในจัดแสดงโบราณวัตถุประเภทเครื่องทองโดยเฉพาะ เป็นเครื่องทองที่พบในกรุวัดราชบูรณะ วัดพระราม วัดมหาธาตุ วัดพระศรีสรรเพชญ์ และพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งสิ้น 2,200 กว่ารายการ อาทิ จุลมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี และพระคชาธาร ศิลปะอยุธยาตอนต้น พุทธศตวรรษที่ 20 ที่พบในกรุประธานชั้นที่ 2 พระปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ,
ส่วนที่วัดมหาธาตุ ได้แก่ พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยาตอนต้นแบบอู่ทอง รุ่นที่ 2 พุทธศตวรรษที่ 19 พบในกรุพระปรางค์ มุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือ พระบรมสารีริกธาตุ ศิลปะอยุธยาตอนต้น พุทธศตวรรษที่ 20 หรือประมาณ 600 กว่าปีมาแล้ว พบในกรุประธานพระปรางค์ประธาน และภาชนะหินรูปปลา ศิลปะอยุธยาตอนต้น พุทธศตวรรษที่ 20 พบในกรุเล็กบริเวณใต้ฐานเจดีย์หรือฐานมณฑปภายในคูหาพระปรางค์ประธาน ตลอดจนพระพุทธรูป พระพิมพ์ทองคำ แผ่นทองคำรูปสัตว์ ดอกไม้ทองคำ เครื่องใช้ทองคำ แหวนทองคำ จารึกแผ่นทองคำ และแก้วผลึก ที่พบในพระปรางค์องค์อื่นๆ ภายในวัดมหาธาตุ, เจดีย์แก้วผลึกทรงหกเหลี่ยมและเครื่องสูง ศิลปะอยุธยาตอนกลาง ปลายพุทธศตวรรษที่ 21 พบในช่องเสาหานด้านทิศตะวันออกของพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย อันเป็นพระเจดีย์องค์เดียวที่เหลืออยู่ของวัดสบสวรรค์ ที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 21 หรือประมาณ 400 กว่าปีมาแล้ว, เครื่องพุทธบูชาและสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่คันพบภายในกรุพระเจดีย์ประธานองค์ทิศตะวันออกของวัดพระศรีสรรเพชญ์ อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 21 หรือประมาณ 500 กว่าปีมาแล้ว ส่วนเครื่องพุทธบูชาพระบรมสารีริกธาตุที่ค้นพบภายในกรุพระปรางค์ประธานของวัดพระราม ซึ่งสร้างขึ้นประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 20 หรือประมาณ 600 กว่าปีมาแล้ว ประกอบด้วย แผ่นทองมีจารึก แผ่นทองรูปสัตว์ และภาชนะดินเผา ชมของโบราณทองคำจนพอใจ ก็ได้เวลาเดินทางกลับกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น